สวนสวรรค์โฮมสเตย์
 
 
ภาษา : ไทย | English 
  ป้ายโฆษณา

  สถิติของเว็บไซต์

  ออนไลน์

  เกี่ยวกับเรา

  นาฬิกา

  รับข่าวสาร
อีเมล์ของคุณ :
 สมัคร    ยกเลิก

  ปฏิทินกิจกรรม
« สิงหาคม2557 »
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

  เข้าสู่ระบบ
อีเมล์ : 
รหัสผ่าน : 


  ลิงค์เพื่อนบ้าน

การอบรมอสม.UC(งานหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า)ที่หมู่บ้านสวนสวรรค์

 

วันที่ 15กุมภาพันธ์ 2554ได้มีการอบรมอสม.เชี่ยวชาญงานหลักประกันสุขภาพของอำเภอนาวังเพื่อนำความรู้ไปถ่ายทอดให้กับเพื่อนๆอสม.และประชาชนในพื้นที่ให้ได้รับรู้และเข้าใจในสิทธิประโยชน์ของตนเอง
เปิดการประชุมโดยนายดำรงค์ ฉิมนิล หัวหน้ากลุ่มงานหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าจังหวัดหนองบัวลำภูดำเนินการประชุมโดยนายวัชรินทร์ วรรณา  วิทยากรบรรยาย นายคงศักดิ์ สวัสดิภาพ  นายสุนี สีดาหลง  นายสุพล สุรพล  นายหนูกี ดอนแสนเทพ
สาระหลักในการอบรมงานหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเพื่อให้รับรู้สิทธิในเรื่อง
การส่งเสริมสุขภาพ  การป้องกันโรคและการควบคุมโรค
 
1.    การตรวจและดูแลเพื่อส่งเสริมสุขภาพของหญิงตั้งครรภ์
 
2.    การดูแลสุขภาพเด็กพัฒนาการและภาวะโภชนาการ รวมถึงการให้ภูมิคุ้มกันโรคตามแผนงานการให้ภูมิคุ้มกันโรคของประเทศ
 
3.    การตรวจสุขภาพประชาชนทั่วไปและกลุ่มเสี่ยง
 
4.    การวางแผนครอบครัว (ยาคุมกำเนิด ถุงยางอนามัย ห่วงอนามัย ยาฝังคุมกำเนิด และการทำหมันถาวร) 
 
5.    ยาต้านไวรัสเอดส์กรณีป้องกันการแพร่เชื้อจากแม่ตั้งครรภ์สู่ลูก
 
6.    การเยี่ยมบ้านและการดูแลผู้ป่วยที่บ้าน
 
7.    การให้ความรู้ด้านสุขภาพแก่ผู้รับบริการในระดับบุคคลและครอบครัว
 
8.    การให้คำปรึกษา(counseling) และสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการส่งเสริมสุขภาพ
 
9.          การส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในช่องปากได้แก่ การตรวจสุขภาพช่องปาก การแนะนำด้านทันตสุขภาพ การให้ฟลูออไรด์เสริมในกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อโรคฟันผุ เช่น กลุ่มเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยฉายรังสีบริเวณศีรษะและลำคอ รวมทั้งการเคลือบหลุมร่องฟัน
 
บริการด้านการตรวจวินิจฉัย
1. การตรวจ การวินิจฉัยการรักษา และการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์จนสิ้นสุดการรักษาทั้งนี้ รวมถึงการแพทย์ทางเลือกที่ผ่านการรับรองของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
2. การคลอดบุตร รวมกันไม่เกิน 2 ครั้ง (กรณีบุตรคลอดแล้วรอดออกมามีชีวิต)โดยนับตั้งแต่ใช้ สิทธิในโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
3. ค่าอาหารและค่าห้องสามัญ
4. การถอนฟันการอุดฟัน การขูดหินปูน การทำฟันปลอมฐานพลาสติก การรักษาโพรงประสาทฟันน้ำนมและการใส่เพดานเทียมในเด็กปากแหว่งเพดานโหว่
5. ยาและเวชภัณฑ์ตามกรอบบัญชียาหลักแห่งชาติ
6. การจัดส่งต่อเพื่อการรักษาระหว่างหน่วยบริการ ตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 มาตรา 5 กำหนดให้ บุคคลทุกคนมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพตามที่กำหนดในพระราชบัญญัติ ซึ่งบุคคลในที่นี้ หมายถึง บุคคลที่มีสัญชาติไทย
                     ดังนั้น ผู้มีสิทธิในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า คือ บุคคลที่มีสัญชาติไทย  มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก และไม่มีสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาลอื่นใดที่รัฐจัดให้
 
ตัวอย่างบุคคลที่มีสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาลจากรัฐ เช่น
1.    ผู้มีสิทธิตามพระราชบัญญัติประกันสังคม เช่น ลูกจ้างที่ทำงานในกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไปยกเว้น ลูกจ้างทำงานบ้าน หาบเร่ แผงลอย หรือลูกจ้างของบุคคลธรรมดาที่ไม่มีการประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย
2.   ผู้มีสิทธิตามพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล เช่น ข้าราชการ ลูกจ้างประจำของส่วนราชการ และครอบครัว
3.   ผู้อยู่ในความคุ้มครองของหลักประกันสุขภาพอื่นที่รัฐจัดให้ เช่น พนักงานรัฐวิสาหกิจ พนักงานหรือเจ้าหน้าที่ในองค์กรอิสระ  ครูโรงเรียนเอกชนในระบบ
1. เข้ารับการรักษาพยาบาลที่หน่วยบริการปฐมภูมิก่อนทุกครั้ง
2. แจ้งความจำนงขอใช้สิทธิพร้อมแสดงหลักฐานประกอบ ได้แก่ บัตรประจำตัวประชาชน หรือหลักฐานอื่นใดที่ราชการออกให้และมีรูปถ่าย หากเป็นเด็กใช้สูติบัตร (ใบเกิด)
 
หมายเหตุ :  ปัจจุบันมีนโยบายใช้บัตรประจำตัวประชาชนแทนบัตรทอง ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศแล้ว  ทั้งนี้ ควรเข้ารับบริการในวัน เวลาราชการ หรือเวลาที่หน่วยบริการกำหนดไว้
 ต่างจังหวัด ติดต่อลงทะเบียนทำบัตรได้ที่
-          สถานีอนามัย
-          โรงพยาบาลของรัฐที่อยู่ใกล้บ้านหรือ
-          สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด
     
กรุงเทพมหานครติดต่อลงทะเบียนทำบัตรได้ที่
-   สำนักงานเขตที่อยู่ใกล้บ้านเปิดให้บริการในวันจันทร์- ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08.00 - 16.00 น.
ใช้หลักฐานอะไรบ้าง ?
               
1. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรประจำตัวที่มีรูปถ่ายซึ่งทางราชการออกให้หากเป็นเด็กต่ำอายุต่ำกว่า15ปี ใช้สำเนาใบสูติบัตร (ใบเกิด)
                 2. สำเนาทะเบียนบ้านที่ผู้ขอมีชื่ออยู่
           
กรณีพักอาศัยอยู่จริงไม่ตรงตามทะเบียนบ้าน  ให้แสดงหลักฐานอย่างหนึ่งอย่างใด ดังนี้
1.       สำเนาทะเบียนบ้านของบุคคลที่ตนไปพักอาศัยอยู่ พร้อมหนังสือรับรองของเจ้าบ้าน
2.   หนังสือรับรองของผู้นำชุมชน ซึ่งรับรองว่าผู้ขอลงทะเบียนได้พักอาศัยอยู่ในพื้นที่นั้นๆ
3.    หนังสือรับรองของผู้ว่าจ้างหรือนายจ้าง 
4.       เอกสารหรือหลักฐานอื่น เช่น สัญญาเช่าที่พัก ใบเสร็จรับเงินค่าเช่าที่พัก ใบเสร็จรับเงินค่าน้ำ ใบเสร็จรับเงินค่าโทรศัพท์บ้าน ฯลฯ ที่แสดงว่าผู้ขอลงทะเบียนได้พักอาศัยอยู่ในพื้นที่นั้นๆ จริง
   ปัจจุบัน มีนโยบายใช้บัตรประจำตัวประชาชนแทนบัตรทองครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ กรณีเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ให้ใช้สำเนาสูติบัตรแทน จึงไม่ต้องติดต่อขอทำบัตรทองใหม่แล้ว
        การพิจารณาจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นให้แก่ผู้รับบริการ ในกรณีที่ผู้รับบริการได้รับความเสียหายจากการรักษาพยาบาล เป็นมาตรการที่ดำเนินการตามบทบัญญัติของมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า  ให้คณะกรรมการกันเงินจำนวนไม่เกินร้อยละหนึ่งของเงินที่จะจ่ายให้หน่วยบริการไว้เป็นเงินช่วยเหลือเบื้องต้นให้กับผู้รับบริการ ในกรณีที่ผู้รับบริการได้รับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการรักษาพยาบาลของหน่วยบริการ โดยหาผู้กระทำผิดมิได้หรือหาผู้กระทำผิดได้แต่ยังไม่ได้รับความเสียหายภายในระยะเวลาอันสมควร ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด
 
                        เงินช่วยเหลือเบื้องต้น หมายถึง เงินที่จ่ายให้ผู้รับบริการหรือทายาทหรือผู้อุปการะ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในกรณีที่ผู้รับบริการได้รับความเสียหายจากการรักษาพยาบาลในหน่วยบริการ โดยมิต้องรอการพิสูจน์ถูกผิด
การยื่นคำร้อง
                         ผู้มีสิทธิยื่นคำร้อง ได้แก่ ผู้รับบริการ หรือทายาท ซึ่งทายาท ได้แก่ บิดา มารดา คู่สมรส ผู้สืบสันดาน(บุตร) พี่น้องร่วมบิดามารดา พี่น้องร่วมบิดา พี่น้องร่วมมารดา ปู่ ย่า ตา ยาย ลุง ป้า น้า อา โดยให้ทายาทคนใดคนหนึ่งยื่นได้โดยไม่จำเป็นต้องยื่นตามลำดับชั้น
 ระยะเวลายื่นคำร้อง    
                        1 ปี นับจากทราบความเสียหาย
วิธียื่นคำร้อง
            การยื่นคำร้องทำได้ 2 วิธี คือ
   1. ยื่นคำร้องด้วยตนเองที่หน่วยรับคำร้อง 
   2. ส่งคำร้องทางไปรษณีย์ลงทะเบียน โดยคณะกรรมการจะถือวันที่ประทับตราเป็นวันที่ยื่นคำร้อง
 สถานที่ยื่นคำร้อง 
                ต่างจังหวัด ---->                สำนักงานหลักประกันสุขภาพสาขาจังหวัด (สสจ.) ที่เกิดเหตุ
                กทม.            ---->             สปสช.สาขา (กทม.) หรือ ศูนย์บริการหลักประกันสุขภาพ ชั้น M อาคารจัสมินอินเตอร์เนชั่นแนล ทาวเวอร์ ถ.แจ้งวัฒนะ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี
สาระสำคัญของคำร้อง
                การยื่นคำร้องจะเขียนตามแบบฟอร์มที่กำหนด หรือเขียนเป็นหนังสือก็ได้ แต่ข้อความในหนังสือควรม
  • ชื่อ – สกุล ของผู้รับบริการที่ได้รับความเสียหาย
  • ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการให้บริการสาธารณสุข
  • ชื่อของหน่วยบริการที่ให้บริการสาธารณสุข
  • วันที่มีความเสียหายเกิดขึ้น หรือวันที่ทราบความเสียหาย
  • สถานที่ที่ติดต่อผู้รับบริการหรือผู้ยื่นคำร้องได้โดยรวดเร็ว
  • สถานภาพของผู้รับบริการ เช่น อาชีพ รายได้หรือเป็นหัวหน้าครอบครัว เป็นต้น
 เอกสารหลักฐานในการยื่นคำร้อง
  • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
  • สำเนาทะเบียนบ้าน
  • หนังสือมอบอำนาจ (กรณีที่มีการมอบอำนาจ)
  • เอกสารหรือหลักฐานแสดงรายละเอียดข้อมูลอื่นที่อาจใช้เป็นประโยชน์ประกอบการพิจารณา (ถ้ามี)
เกณฑ์การพิจารณา
           ผู้มีอำนาจพิจารณาคำร้องขอรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้น ได้แก่ คณะอนุกรรมการพิจารณาวินิจฉัยคำร้องขอรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นซึ่งมีอยู่ในทุกจังหวัด
           คณะกรรมการดังกล่าวจะทำหน้าที่พิจารณาว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ผู้รับบริการควรได้รับเงินช่วยเหลือตามข้อบังคับหรือไม่เพียงใด หากควรได้รับเงินช่วยเหลือก็จะพิจารณาโดยคำนึงถึงความรุนแรงของความเสียหายและเศณษฐานะของผู้เสียหายด้วย โดยมีขั้นตอน ดังนี้
          1.พิจารณาตามเกณฑ์ที่กำหนดในข้อบังคับ คือ
  • ผู้รับบริการต้องเป็นผู้มีสิทธิตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 และเป็นผู้ได้รับความเสียหาย
  • ความเสียหายที่เกิดขึ้นต้องเป็นความเสียหายที่เกิดจากการให้บริการสาธารณสุข
  • ต้องเป็นการให้บริการสาธารณสุขของหน่วยบริการ
  • ความเสียหายที่เกิดจากการให้บริการสาธารณสุข ต้องไม่เกิดจาก
                       - การดำเนินไปตามพยาธิสภาพโรค
                       - เหตุแทรกซ้อนของโรคที่เป็นไปตามสภาพปกติธรรมดาของโรคนั้น และได้มีการวินิจฉัยและรักษาตามมาตรฐานทั่วไป
  • ต้องยื่นคำร้องภายใน 1 ปี นับจากทราบความเสียหาย
  • ไม่ต้องรอพิสูจน์ถูกผิด หรือผลพิสูจน์ทางการแพทย์
      2.พิจารณาถึงประเภทของความเสียหาย
      3. พิจารณาถึงความรุนแรงและเศรษฐานะของผู้เสียหาย
 
 เกณฑ์การพิจารณาเงินช่วยเหลือ
  • เสียชีวิตหรือทุพพลภาพอย่างถาวร                 จ่ายเงินช่วยเหลือไม่เกิน    200,000    บาท
  • พิการหรือสูญเสียอวัยวะ จ่ายเงินช่วยเหลือไม่เกิน     120,000                  บาท
  • บาดเจ็บหรือเจ็บป่วยต่อเนื่อง จ่ายเงินช่วยเหลือไม่เกิน             50,000 บาท
 การแจ้งผลการพิจารณา
                เลขานุการของคณะอนุกรรมการจะมีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาให้ผู้รับบริการที่ได้รับความเสียหายหรือทายาททราบพร้อมแจ้งสิทธิในการยื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วัน หลังได้รับหนังสือแจ้งผลทางไปรษณีย์ตอบรับ
   
การอุทธรณ์
                หากผู้รับบริการหรือทายาทที่ยื่นคำร้อง ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการ สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วัน หลังได้รับแจ้ง โดยวิธีการและสถานที่ยื่นคำร้องเหมือนกับการยื่นคำร้องครั้งแรก โดยสำนักงานสาขาจะนำคำร้องอุทธรณ์และผลการวินิจฉัยครั้งแรกส่งมาที่ สปสช.เพื่อให้คณะกรรมการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์เป็นผู้พิจารณา
 
 สาระสำคัญของการอุทธรณ์
  • ชื่อผู้อุทธรณ์
  • วันที่ทราบผลการวินิจฉัย
  • เหตุผลที่ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัย
  • สถานที่ที่สามารถติดต่อผู้ยื่นอุทธรณ์ได้โดยเร็ว
 
หมายเหตุ :   ผลการวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์เป็นที่สิ้นสุด ผู้รับบริการหรือทายาทจะอุทธรณ์อีกไม่ได้
 

  คู่มือ 10 วิธี พิจารณา คุณภาพของโรงพยาบาล ซึ่งในที่นี้ หมายถึง หน่วยบริการ ที่ให้บริการตามกฎหมายว่าด้วยหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ นับเป็นความพยายามและริเริ่มจากคณะทำงานตามภารกิจการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน   ภายใต้คณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุข ซึ่งมีบทบาทโดยตรงในการควบคุมหน่วยบริการให้มีบริการที่มีคุณภาพและมาตรฐาน

                       การพิจารณาคุณภาพหน่วยบริการโดยประชาชน เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก เพราะกฎหมายว่าด้วยหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้มีการรับรองสิทธิของประชาชนให้มีสิทธิในการเลือกหน่วยบริการที่จะ       ขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการประจำตัว ดังนั้นหากประชาชนสามารถพิจารณาคุณภาพหน่วยบริการ หรือโรงพยาบาล ว่า หน่วยบริการใดมีคุณภาพก็จะช่วยให้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการเลือกหน่วยบริการ และส่งผลต่อการแข่งขันคุณภาพบริการของหน่วยบริการ ตลอดจนกระทบโดยตรงต่อคุณภาพบริการที่ได้รับโดยภาพรวม คู่มือเล่มนี้ พยายามเสนอวิธีง่าย ๆ สำหรับประชาชนในการตรวจสอบหรือพิจารณาคุณภาพหน่วยบริการที่ตนเองไปใช้บริการทั้งสิ่งที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตา  ที่ได้ยินได้ฟัง บริการที่ได้รับและคุณภาพการบริการที่เกี่ยวข้องกับยา  รวมทั้งแนวทางการตั้งคำถามหรือการขอข้อมูลที่ประชาชนควรจะได้รับเมื่อมีการใช้บริการ

การวินิจฉัยว่า เจ็บป่วยฉุกเฉิน แพทย์จะพิจารณาตามข้อบ่งชี้ ดังนี้
1. โรคหรืออาการของโรคที่มีลักษณะรุนแรงอันอาจเป็นอันตรายต่อชีวิต  หรืออันตรายต่อผู้อื่น
2. โรคหรืออาการของโรคที่มีลักษณะรุนแรง  ต้องรักษาเป็นการเร่งด่วน
3. โรคที่ต้องผ่าตัดด่วน  หากปล่อยไว้จะเป็นอันตรายต่อชีวิต
4. โรคหรือลักษณะอาการของโรคที่คณะกรรมการกำหนด 
ทั้งนี้  แพทย์จะพิจารณาจากความดันโลหิต  ชีพจร  อาการของโรค การวินิจฉัยโรคแนวทางการรักษาและความเร่งด่วนในการรักษาประกอบด้วย
แนวทางการใช้สิทธิ คือ
1. เข้ารับการรักษากับหน่วยบริการของรัฐหรือเอกชนที่เข้าร่วมโครงการที่อยู่ใกล้ที่สุด
2. แจ้งความจำนงขอใช้สิทธิพร้อมแสดงหลักฐานประกอบ  ได้แก่ บัตรประจำตัวประชาชน หรือเอกสารอื่นใดที่ราชการออกให้และมีรูปถ่าย  หากเป็นเด็กใช้สูติบัตร  (ใบเกิด)
หมายเหตุ : 1. กรณีฉุกเฉิน สามารถเข้ารับบริการที่หน่วยบริการอื่นที่เข้าร่วมโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้านอกเหนือหน่วยบริการประจำได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง
           2. ปัจจุบัน มีนโยบายใช้บัตรประจำตัวประชาชนแทนบัตรทองครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศแล้ว
     ผู้มีสิทธิสามารถเข้ารับบริการทางการแพทย์ที่หน่วยบริการอื่นนอกเหนือหน่วยประจำครอบครัวได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง โดยมีแนวทางปฏิบัติดังนี้
กรณีได้ประสบอุบัติเหตุทั่วไป
1. ควรเข้ารับการรักษายังหน่วยบริการของรัฐหรือเอกชนที่เข้าร่วมโครงการฯ และอยู่ใกล้ที่สุด
2. แจ้งความประสงค์ขอใช้สิทธิพร้อมแสดงเอกสารประกอบ ได้แก่    บัตรประจำตัวประชาชน หรือหลักฐานอื่นใดที่ราชการออกให้และมีรูปถ่าย หากเป็นเด็กใช้สูติบัตร (ใบเกิด)
กรณีประสบภัยจากรถ
                ผู้มีสิทธิสามารถใช้สิทธิบัตรทองต่อเนื่องจากค่าเสียหายเบื้องต้นที่กองทุนทดแทนผู้ประสบภัยจากรถ หรือบริษัทประกันภ

POWERED BY CHAIYO READY WEB
LEADER IN READY TEMPLATE SERVICE